วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เพลง คนไม่มีเวลา จากเรื่องจริงที่กินใจ




เพลง : คนไม่มีเวลา
เนื้อร้อง : ธนกฤต พานิชย์วิทย์ทำนอง / เรียบเรียง : ชวิน จิตรสมบูรณ์
เพลง คนไม่มีเวลา จากเรื่องจริงที่กินใจ
ถ้าพูดว่า “ คนไม่มีเวลา ” หลายๆ คนคงนึกภาพของคนที่ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไร , คนที่ชีวิตวุ่นวายรีบเร่ง แต่สำหรับว่าน ธนกฤต คนไม่มีเวลา มีความหมายต่างจากนั้นมากมายนัก
ข้อความต่อๆ ไป เกิดจากการพูดคุยสัมภาษณ์กับนักร้อง นักดนตรี รุ่นใหม่ ว่าน ธนกฤต
“ ผมกับพี่จั๊ก (ชวิน จิตร์สมบูรณ์) ทำงานเพลงร่วมกัน ซึ่งพี่จั๊ก แต่งทำนองเสร็จนานแล้ว และให้ผมเขียนเนื้อ แต่ผมก็ยังเขียนไม่ได้ซักที มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจัดรายการ ก็มีแฟนรายกา รคนนึงมาขออัดเสียงผม โดยบอกว่าจะเอาไปให้เพื่อนที่กำลังป่วยฟัง และเพื่อนคนนั้นเค้าชอบผมมาก ซึ่งผมก็บอกว่า อย่าอัดเสียงเลยครับ ผมไปเยี่ยมก็ได้ ซึ่งตอนแรกผมรู้เพียงว่า พี่คนนั้นเค้าป่วย ต้องผ่าตัดสมอง แต่ไม่รู้รายละเอียดว่า เค้าเป็นอะไรขนาดไหน ซึ่งพอผมไปถึงที่โรงพยาบาล สิ่งแรกที่กระทบผมคือ เสียงเพลงจากอัลบั้มแรกของผมดังอยู่ในห้องนั้น ภาพที่ผมเห็นคือ ห้องคนป่วยที่บนผนังห้องติดโปสเตอร์ของผม รูปของผม และตารางจัดรายการของผม ส่วนพี่ที่นอนอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัว มีผ้าพันหัวและอุปกรณ์ช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด ผมได้พบกับครอบครัวของพี่เค้าด้วย ทุกคนในห้องเล่าให้ผมฟังว่า พี่ที่ป่วยชื่อพี่บี เป็นโรคเส้นเลื อดในสมองแตก ต้องผ่าตัดสมองถึง 5 ครั้ง และตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย ทั้งแม่ และครอบครัว รวมถึงสามีของพี่บี ทุกคนเล่าให้ผมฟังว่า พี่บีดีขึ้น คือเริ่มขยับนิ้วได้บ้างแล้ว ทุกคนดูมีความหวังและกำลังใจ แต่สำหรับความรู้สึกของผม ผมกลับรู้สึกว่า เวลาในห้องนั้นได้หยุดเดิน ทุกคนที่รอ รออย่างไร้จุดหมาย เหมือนเวลามันได้ผ่านเลยไปสำหรับคนที่รออยู่
วันนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ผมเขียนเพลงที่ดองไว้นานเสร็จในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง “ เวลา ” อาจไม่มีความหมาย...สำหรับคนบางคน ”
ข้างล่างเป็นเรื่องราวของพี่มืดและพี่บี
พี่มืดกับพี่บี รู้จักกันเพราะทำงานที่เดียวกัน และก็เป็นแฟนกันนาน 8-9 ปี หลังจากนั้นก็แต่งงานกัน พี่มืดทำงานเป็น ครีเอทีฟบริษัทโฆษณา ส่วนพี่บีเป็นอาร์ต ไดเรคเตอร์ ทั้ง 2 คนเรียนจบเมืองนอก และบ้างานด้วยกันทั้งคู่ เมื่อแต่งงานกัน ทั้งคู่จึงมีแผนจะสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมา และต้องใช้เงินอีกก้อนใหญ่ พี่บีซึ่งปกติทำงานเยอะอยู่แล้ว ก็รับจ๊อบเพิ่มขึ้น เพื่อหาเงินสร้างบ้าน งานเยอะก็เครียดหนัก จนปวดหัวประจำ และมีไมเกรนเป ็นโรคประจำตัว
หลังจากแต่งงานกันมา 1 ปี 2 เดือน เช้าวันนั้น พี่มืดแต่งตัวเสร็จแล้ว เตรียมตัวไปทำงาน แต่พี่บียังไม่ลุกจากที่นอนและบ่นว่าปวดหัว พี่มืดเลยบอกให้นอนพักอยู่กับบ้าน ไม่ต้องไปทำงาน แล้วพี่มืดก็ออกไปทำงาน
นั่นเป็นเช้าวันสุดท้ายที่พี่มืดได้คุยกับพี่บี
พี่มืดเล่าว่า พี่บีเส้นเลือดในสมองแตก เพราะอาการปวดหัวอย่างหนัก ช่วงบ่ายวันที่เกิดเรื่อง พี่บีปวดหัวจนสลบไป และพี่สาวต้องพาไปส่งโรงพยาบาล หมอบอกว่า เส้นเลือดในสมองแตก และต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 5 ครั้ง ผ่าเส้นนี้อีกเส้นก็แตก ผ่าแล้วก็แตกถึง 5 รอบ จนสุดท้าย หมอก็บอกว่า คงไม่มีเส้นไหนให้แตกอีกแล้ว พี่บีออกจากห้องผ่าตัดมาก็ยังไม่ฟื้นอีกเลย เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว พี่มืดรับไม่ได้ ไม่ไปทำงาน ไม่กินไม่นอน ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่เข้าใจว่าโชคชะตาเล่นตลกอะไรกับเค้า เหมือนตกจมดิ่งไปในหลุมลึกที่ไม่มีทางขึ้น ดิ้นรนทำทุกทางเพื่อคนรัก พี่บีอยู่โรงพยาบาล 3 เดือน แบบไม่รู้สึกตัว จนวันหนึ่ง อยู่ๆ พี่บีก็ลืมตาขึ้นมา พี่มืดและครอบครัวดีใจกันมาก แต่พี่บีก็แค่ลืมตา กระพริบตา ไม่ได้รับรู้อะไร นิ้วก็เริ่มกระดิกได้ ความหวังของพี่มืดเริ่มเกิดอีกครั้ง พี่มืดเอาแหวนแต่งงานที่ต้องถอดออกมาใส่ให้ แต่นิ้วพี่บีบวมใสไม่ได้ พี่มืดพูดติดตลกทั้งน้ำตากับพี่บีว่า “ อ้วนขึ้นนะเธอ ลุกขึ้นมาเดินได้แล้ว ” หมอบอกว่า สำหรับคนเป็นโรคแบบนี้ รักษาอะไรไม่ได้ นอกจากรอ บางคนก็จะฟื้นตื่นขึ้นมาเอง บางคนตื่นก็หาย บางคนถึงตื่นมาก็ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่บางคนก็อาจจะเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดไป ขอแค่มีความหวังและกำลังใจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ หมอแนะนำให้พาพี่บีกลับไปดูแลที่บ้าน พี่มืดต้องพยายามทำให้ตัวเองอยู่ได้ ทั้งเพื่อตัวเอง และเพื่อพี่บี ชีวิตทุกวันนี้ พี่มืดตื่นขึ้นเพราะหมาที่พี่บีเคยเลี้ยงไว้ เข้ามาเลียหน้าปลุก พี่มืดต้องเปิดประตูบ้านให้มันออกไปข้างน อก ลงมาข้างล่างชงกาแฟ และแวะเข้าไปหาพี่บีที่ห้อง พี่มืดจะนั่งคุยเรื่องราวทั่วไป เปิดเพลง บางทีก็เอากาแฟเข้าไปใกล้ๆจมูกพี่บี เพราะพี่บีก็ติดกาแฟเหมือนกัน ถ้าอยากกินก็ตื่นขึ้นมากินนะ พี่มืดจะบอกพี่บีอย่างนี้ หลังจากดูพี่บีเสร็จก็ออกไปทำงาน ไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน มานั่งเป็นเพื่อนพี่บี เป็นกิจวัตรอย่างนี้ทุกวัน จากคนที่เคยสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ ก็กลับเป็นคนเงียบสงบ รถติดก็จะหยิบหนังสือสวดมนต์มาอ่าน จนทุกวันนี้ท่องจบได้เป็นหน้าๆ ทำบุญ เข้าวัด โดยหวังบุญกุศลจะส่งผลถึงคนรัก ที่บ้านก็ต้องเปิดเพลงที่พี่บีชอบ ต้องนั่งพูดคุยเรื่องต่างๆ ให้ฟังทุกวัน พยายามหาอะไรที่เค้าชอบมาให้ได้รับรู้ อะไรก็ได้ ที่จะทำให้เธอกลับมาดังเดิม
จนทุกวันนี้เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปีแล้ว ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน พี่บีก็ยังเหมือนเดิม ตาที่ลืมขึ้นมา ก็มองอย่างเหม่อลอย โดยหาจุดโฟกัสไม่ได้ นิ้วมือทำได้แค่เพียงกระดิก แต่พี่มืดเชื่อว่า พี่บีรับรู้อยู่ข้างในแต่แสดงออกมาไม่ได้ พี่บีก็คงกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อที่จะกลับมา พี่มืดก็จะต่อสู้เหมือนกัน เค้าจะไม่ทิ้งไปไหน และจะทำทุกอย่างเท่าที่ชีวิตนี้จะทำให้ได้ จะรอคอยอย่างมีความหวังต่อไป แม้เวลาจะนานต่อไปอีกแค่ไหน
เมื่อถามว่า ถ้าพี่บีตื่นขึ้นมา พี่มืดอยากพูดอะไรกับพี่บีเป็นคำแรก
พี่มืดตอบว่า " ผมอยากจะขอบคุณเค้า เพราะที่เค้าเป็นแบบนี้ทำให้ผมรู้ว่าผมรักเค้ามากแค่ไหน และถ้าผมเป็นคนที่นอนอยู่ตรงนั้นแทนที่จะเป็นเค้าผมเชื่อว่าเค้าคงดูแลผมได้ดีกว่าที่ผมดูแลเค้า" หลายคนบอกว่า ไม่มีอะไรเอาชนะกาลเวลาได้ แต่เราเชื่อว่าความรักสามารถเอาชนะวันเวลาได้ ขอบคุณพี่มืด พี่บี และครอบครัว ที่ทำให้เรารู้จักคุณค่าของความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือเวลา....

5 อันดับเมืองร้างบนโลกนี้

5.Abandoned Area of Varosha, Cyprusแต่เดิมพื้นที่แห่งนั้นมักจะมีปัญหาความขัดแย้งกันรหว่างประเทศ เดิมใช้ชื่เรียกว่าFamagustaและถูกสร้างเป็นรีสอร์ทสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ในปี1970ตุรกีได้บุกรุกและอ้างสิทธิพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นของตัวเอง และได้สร้างรั้ว ติดป้ายคำเตือนต่างๆโดยรอบ แต่หลังจากนั้นพื้นที่ก็ไม่ได้ถูกใช้งานอะไรเลย จนปล่อยให้ร้างและทรุดโทรมลง

4.Abandoned Desert Ghost Town of Kolmanskop, AfricaKolmanskopเมืองร้างที่อยู่ในทวีปแอฟริกาที่เต็มไปด้วยซากสถาปัตยกรรมสไตล์เยอรมัน ลักษณะเมืองเหมือนดังเช่นในเยอรมันทั่วๆไป มีโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีไฟฟ้าโรงหนังและยังมีคาสิโนอีกด้วย ที่นี่เคยเป็นแหล่งค้าเพช็รที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกาด้วย แต่หลังจากตลาดเพช็รแห่งนี้เกิดประสบปัญหาบางอย่าง ชาวเมืองก็ต่างพากันอพยพออกไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความเจริญที่ตกอยู่ภายใต้ผืนทรายเท่านั้น



3.Abandoned Island City of Hashima, Japanฮาชิม่า เป็นเกาะร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาเกาะร้างร้อยเกาะของญี่ปุ่น ชื่ออีกชื่อหนึ่งก็คือเกาะเรือรบ สาเหตุที่ได้ชื่อนี้มาจากเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ทหารสหรัฐบุกโจมตีทางน้ำดันไปเห็นเจ้าเกาะนี้ลอยน้ำอยู่ในลักษณะคล้ายกับเรือรบลำใหม่ ทำให้เหล่าทหารสหรัฐต่างพากันกลัว(ที่ไหนได้มันเป็นแค่เกาะเท่านั้น)สาเหตุที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นเกาะร้าง ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ไว้มีโอกาศจะมาบอกอีกที(แต่รู้สึกว่าเหมือนมีใครเคยเอาเรื่องนี้มาลงแล้วนะ) แต่ที่แน่ๆเหมือนกัยว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจะปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง แต่อย่าบุกรุกเข้าไปละครับ มันผิดกฏหมาย




2.Abandoned City & Commune of Oradour, Franceในช่วงจุดเดือดของสงครามโลกครั้งที่สอง จากคำบอกเล่าของนายทหารเยอรมันผู้หนึ่ง นี่เป็นผลพวงจากความโหดร้ายในการสังหารหมู่ เด็กๆและผู้หญิงถูกต้อนราวกับฝูงแกะเข้าไปในโบสถ์ และถูกเผาทั้งเป็น ส่วนผู้ชายก็ถูกทรมานด้วยการยิงที่ขา ให้ตายอย่างช้าๆในโรงนา ปัจจุบันซากของเมืองเก่ายังคงมีให้เห็นอยู่ในความทรงจำของวันที่โหดร้าย และชาวเมืองOradousได้ย้ายถิ่นฐานของตนไปยังเมืองใกล้ๆ คงเหลือไว้แต่เพียงซากความทรงจำที่แสนเจ็บปวด





1.Abandoned Medieval Town of Balestrino, Italyไม่แน่ใจว่าสถานที่แห่งนี้ใครเป็นผู้เริ่มสร้าง แต่ในปี1100 สำนักสงฆ์Benedictineแห่งSan Pietro dei Montiได้กล่าวอ้างถึงความเป็นเจ้าของ จริงๆแล้วมีหลายประเทศสร้างมันขึ้นมา คงเป็นเพราะภาวะสงครามในสมัยก่อน มีการแย่งอาณานิคมกัน ปัจจุบันจะพบเห็นปราสาทที่อยู่ส่วนบนสุดของเมืองและซากกำแพงเมืองที่ยาวเยียดตลอดจนต้นมะกอกที่เรียงรายกันโดยรอบถือได้ว่าเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่ง ส่วนเหตุที่ต้องกลายเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คนเพราะเหตุแผ่นดินไหวนั่นเอง

5อันดับ วัดที่สวยที่สุดในโลก


อันดับ 5 Temple of Heaven : a Taoist temple in Beijingหอฟ้าเทียนถานเป็นสถานบวงสรวงเทพยดาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งยังคงรักษาไว้ในจีน ประกอบด้วยตําหนักฉีเหนียนเตี้ยน ตําหนักหวงฉงอี่ และลานหยวนชิว เป็นต้น เทียนถานตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงปักกิ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๗๓ เฮกต้าร์ เป็นสถานซึ่งจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงใช้เป็นที่บวงสรวงเทพยดา ในระยะย่างเข้าฤดูหนาวถึงเดือนอ้ายตามจันทรคติทุกปี พระจักรพรรดิจะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงที่นั่นเพื่อให้การเก็บเกี่ยวได้ผลอุดม

อันดับ 4 The Shwedagon Paya (or Pagoda), Myanmarพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นตามตำนาน เจดีย์ชเวดากองนั้นสร้างเมื่อง 2,500 ปีที่แล้ว แต่นักโบราณคดีเชื่อกันว่าสร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 สร้างโดยชาวมอญ ตามตำนานนั้นเริ่มจากว่า มีสองพี่น้องพ่อค้า 2 คน ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามา พระองค์จึงประทานพระเกศามา 8 เส้น พระเจดีย์ได้ถูกทิ้งร้างจนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 รัชสมัยพระเจ้าพินยาอู ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหม่สูง 18 เมตร พระเจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมมาเรื่อยมา จนมามีความสูง 98 เมตรในปัจจุบันบนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชั้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 72 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด


อันดับ 3 rambanan : Hindu temple, Indonesiaวัดฮินดูพรัมบานัน : Prambanan Templeพรัมบานันเป็นวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซียหรือจะเรียกว่าใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์เลยก็ได้ ตั้งอยู่ที่เมืองพรัมบานัน ตอนกลางของเกาะชวา และอยู่ไม่ไกลจากยอกยากาตาร์มากนักวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 1340 โดยสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ Rakai Pikatan จากราชวงศ์ Mataram ที่ 2 หรืออาจะสร้างในสมัยกษัตริย์ Balitung Maha Samba จากราชวงศ์ Sanjaya ได้รับความเสียหายมากในช่วงปี 2006 เพราะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่นี่





อันดับ 2 Wat Rong Khun in Chiang Raiวัดร่องขุน (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จากเดิมมีเนื้อที่ 3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่ 9 ไร่




อันดับ 1 Tiger's Nest Monastery, Phutanถือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุด ของภูฏาน ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 700 เมตรจากพื้นล่างในหุบเขาปาโร และด้วยระดับความสูง 3,120 เมตร จากระดับน้ำทะเล ฉายาว่า "รังเสือ" ของวัดนี้ ได้มาจากตำนานเก่า ที่เล่าว่า พระรินโปเช (Padmasambhava - Guru Rinpoche) ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่นิกายมหายานในภูฐาน ได้เหาะมาที่นี่บนหลังเสือ และได้เข้าไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำ เป็นเวลาถึง 3 เดือน หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2227 จึงเริ่มมีการสร้างวัดขึ้น




วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

เลือกครีมกันแดด....ปราการปกป้องผิว

เลือกครีมกันแดด....ปราการปกป้องผิว


ในช่วงฤดูหนาวนี้ นอกจากอากาศหนาวเย็นจะเป็นศัตรูทำร้ายผิวให้แห้งแล้ว “แสงแดด” ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำอันตรายผิวให้เสีย เพราะปริมาณรังสีของแสงแดดในฤดูหนาวจะมีความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวได้รังสีจากดวงอาทิตย์ในปริมาณที่มากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นการปกป้องผิวด้วยการใช้ครีมกันแดด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งครีมกันแดดเป็นเครื่องสำอางที่ใครๆ ก็สามารถซื้อหามาใช้ได้เอง หากแต่ถ้าจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแสงแดด ก็จะช่วยเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับผิวและกิจกรรมของผู้ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แสงแดดที่ตกมาถึงโลกของเราจะมีรังสีแสงแดด ซึ่งมีความยาวคลื่น ตั้งแต่ 290-760 นาโนเมตร โดยแบ่งช่วงคลื่นเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ช่วงคลื่นระหว่าง 290-320 ที่เรียกกันว่า รังสี UVB หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV), ช่วงคลื่นระหว่าง 320 - 400 นาโนเมตร เรียก UVA และช่วงคลื่นระหว่าง 400 - 760 นาโนเมตร ซึ่งเป็นรังสีที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Visible Radiation) รังสีจากแสงแดดเหล่านี้ สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาทาง เคมี และ/หรือ ฟิสิกส์กับสารเคมีในผิวหนัง ซึ่งทั้งรังสีแสง UVA และ UVB จะส่งผลทำอันตรายต่อผิวได้มากที่สุด จึงควรมีการป้องกันผิวจากรังสีดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่ช่วยป้องกันได้ดีที่สุด ก็คือ ครีมกันแดด นั่นเอง ครีมกันแดด มีทั้งชนิดที่มีคุณสมบัติที่ป้องกันรังสีจากแสงแดดได้ทั้ง 3 ช่วงคลื่น กล่าวคือ รังสี UVA, UVB และรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า และชนิดที่ป้องกันได้เฉพาะบางช่วงคลื่นเท่านั้น การเลือกครีมกันแดด ให้เหมาะกับผิวและการใช้งานอย่างได้ผล จึงจำเป็นต้องทำความรู้จักกับส่วนผสมและคุณสมบัติกันก่อน สารป้องกันแสงแดดมีด้วยกัน 2 กลุ่ม สารกันแดดกลุ่มที่ 1 เป็น สารกันแดดชนิดดูดแสง (Chemical Sunscreen) สารในกลุ่มนี้จะดูดแสงเข้าไปในโมเลกุลของสาร แล้วเปลี่ยนแสงนั้นให้เป็นพลังงานความร้อน จึงป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงไปในชั้นผิวหนังได้ สารป้องกันแสงแดดประเภทนี้ บางชนิดดูดซับได้เฉพาะรังสี UVA บางชนิดดูดซับได้เฉพาะรังสี UVB และบางชนิดดูดซับได้ทั้ง UVA และ UVB แต่ยังไม่มีสารใดสามารถดูดซับรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (Visible Radiation) ได้ สารกันแดดกลุ่มที่ 2 เป็น สารสะท้อนแสงแดดออกจากผิว (Physical Sunscreen) สารในกลุ่มนี้ได้แก่ Titanium Dioxide, Zinc Oxide ซึ่ง Zinc Oxide จะดีกว่า Titanium Dioxide เพราะขาวน้อยกว่ามาก และสามารถสะท้อนแสงในช่วงคลื่น ทั้ง UVA , UVB และ Visible Light ได้ ผู้ที่จะเลือกซื้อครีมกันแดดมาปกป้อง ควรเลือกให้ดีๆ ด้วยการอ่านสรรพคุณของส่วนผสมให้ดี นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการช่วยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ได้แก่ เลือกจากสูตรยากันแดด โดยสูตรที่ดีควรมีสารกันแดดชนิดที่ถูกและสะท้อนแสง UVA UVB และ Visible Light ปนกัน เพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังควรมีความเข้มข้นของสารที่ได้แต่ละตัวต้องพอเหมาะ มากไปหรือน้อยจนเกินไป ที่สำคัญคือ ต้องมีคำนึงถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแดด ด้วยการดูค่า SPF ของครีมกันแดด ซึ่งสามารถสังเกตจากข้างกล่องผลิตภัณฑ์ ที่จะระบุคำว่า SPF และ PA ติดอยู่ว่ามีค่าป้องกันได้เท่าไหร่ SPF เป็นค่าวัดประสิทธิภาพของสารกันแดดที่กัน UVB ยกตัวอย่างถ้าข้างกล่องครีมกันแดด ระบุว่า มีค่า SPF15 นั่นก็หมายถึงว่า ครีมกันแดดนั้น มีสารป้องกัน UVB ได้ถึง 15 เท่า โดยเทียบกับผิวที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด ซึ่งตามปกติแล้ว ผิวคนไทยที่ปราศจากครีมกันแดด จะเกิดการไหม้แดดหลังจากตากแดดประมาณ 15-30 นาที แต่เมื่อทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 จะสามารถตากแดดได้นานขึ้น 15 เท่า หรือตากแดดได้ถึงวันละ 3 - 4 ชั่วโมง ผิวถึงจะเกิดอาการไหม้แดด ส่วนค่า PA เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพของสารกันแดดที่กันรังสี UVA โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ PA 2 - 4 สามารถป้องกัน UVA ได้บ้าง PA 4 - 8 ป้องกัน UVA ได้ดีพอสมควร และ PAตั้งแต่ 8 ขึ้นไปป้องกันได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ปริมาณการทาบนผิวก็มีความสำคัญ ผู้ใช้หลายๆ คน ไม่รู้ว่าการทาครีมกันแดดที่ถูกนั้นต้องใช้ปริมาณเท่าใด จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีง่ายๆ คือ ให้บีบครีมแล้วแต้มบนจุดต่างๆ บนใบหน้า ได้แก่ บริเวณหน้าผา บริเวณแก้มทั้งสองข้าง บริเวณจมูกและคาง โดยในแต่ละจุดใช้ครีมปริมาณเท่าเมล็ดถั่ว 1 เม็ด และเกลี่ยครีมให้ทั่วบริเวณหน้า การเกลี่ยครีมนั้นต้องมีความสม่ำเสมอ รวมไปถึงการทาครีมที่บริเวณ คอ แขน และอวัยวะส่วนที่มีโอกาสถูกแสงแดด โดยการทาครีมกันแดดที่ถูกต้องนั้น ควรทาก่อนถูกแดด ประมาณ 30 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดเกาะกับผิวหนังชั้นขี้ไคลได้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น ข้อแนะนำที่ดีที่สุด สำหรับการดูแลผิวในช่วงฤดูหนาว ที่อากาศเย็นยะเยือกกลับมาเยือนอีกหน พร้อมๆ กับความร้อนแรงของแสงแดดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรังสี UVA UVB และรังสีที่มองเห็นได้เหล่านี้ ทุกคนจึงควรปกป้องผิว ด้วยการทาครีมกันแดดกันแต่เนิ่นๆ แล้วแสงแดดและความชื้นในอากาศก็จะไม่สามารถเข้ามารบกวนความสุขและทำร้ายผิวให้เสียได้เลยตลอดฤดูหนาวนี้